ข่าวกีฬานอก วิบากกรรมชีวิตอดีตเจ้าของฉายา “คาฟูแห่งลิเวอร์พูล”

ufax10

ข่าวกีฬานอก วิบากกรรมชีวิตอดีตเจ้าของฉายา “คาฟูแห่งลิเวอร์พูล”

ข่าวกีฬานอก

ข่าวกีฬานอก สำหรับผู้เล่นที่เคยติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ตอนวัยแค่ 21 ปี และเคยเกือบได้แชมป์พรีเมียร์ลีกกับ ลิเวอร์พูล สมควรเหลือเกินที่เขาควรจะอยู่ในช่วงพีคสุด ๆ กับปัจจุบันที่มีอายุ 27 ปี
อย่างไรก็ตาม หลังวันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป ดาวเตะผู้นี้จะกลายเป็นผู้เล่นไร้สังกัด ชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์กลับถอยหลัง กราฟชีวิตที่เคยพุ่งสูงชิฟท์ลงเหมือนกลับมาเริ่มต้นใหม่

จอน ฟลาเนแกน โด่งดังเอามาก ๆ ตอนที่ก้าวขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล เล่นแบ็กขวาก็ทำได้ดี โยกไปฝั่งซ้ายก็ไม่เคอะเขิน

ครั้งหนึ่งฟอร์มจัดจ้านจนเดอะ ค็อป เรียกติดปาก “สเกาส์ คาฟู” (Scouse Cafu) แถม คาฟู ตัวจริงยังออกมายกย่องด้วยตัวเอง, ก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ตอนอายุ 21 ปี และเกือบได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ตอนฤดูกาล 2013/14

คำถามคือทำไมกราฟชีวิตของ ฟลาเนแกน ถึงได้ร่วงเร็วขนาดนี้ มันใช่เพราะเรื่องอาการเจ็บหรือเปล่า? คำตอบทั้งหมดมีอยู่ด้านล่างนี้ครับ

จอน ฟลาเนแกน เข้าสู่รั้วอคาเดมี่ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ โตมาโดยมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ เป็นไอดอล

เคนนี่ ดัลกลิช คือผู้เปิดโอกาสให้ ฟลาเนแกน วัย 18 ปี ประเดิมสนามทีมชุดใหญ่ ‘หงส์แดง’ ในเกมเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ตอนเดือนเมษายน ปี 2011

ใครจำได้เกมนั้น ไฮไลท์เด็ด ๆ ของ ฟลาเนแกน มีหลายช็อต โดยเฉพาะจังหวะเข้าสกัดใส่ แกเร็ธ แบร์รี่ จน เดอะ ค็อป ใน แอนฟิลด์ ส่งเสียงเชียร์กันดังลั่น ขณะที่ คิง เคนนี่ พูดหลังจบเกมพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้าเด็กคนนี้ทำได้ไม่เลวเลย”

หลังจากวันนั้น ฟลาเนแกน ลงสนามภายใต้ทีมของ ดัลกลิช อีก 14 นัด และก้าวเป็นตัวหลักเต็มตัวในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนต่อมา

ฤดูกาล 2013/14 นอกจากผลงานโดยรวมของ ลิเวอร์พูล ที่เกือบไปถึงฝั่งฝันบัลลังก์ พรีเมียร์ ลีก โดยส่วนตัว ฟอร์มของ ฟลาเนแกน ถือว่าทำได้เหนือความคาดหมายของทุก ๆ คน

หนึ่งในเกมที่ดีที่สุดของเขาคือ เกมที่ ลิเวอร์พูล บุกเสมอ เอฟเวอร์ตัน 3-3 ตอนช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2013 บรรดารุ่นพี่ในทีมปรบมือยกย่องในตอนที่เจ้าตัวเดินกลับเข้าห้องแต่งตัว โดย เจอร์ราร์ด เป็นหนึ่งในนั้น

“นั่นเป็นหนึ่งในฟอร์มการเล่นของเกมดาร์บี้แมตช์ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในช่วงหลายปีมานี้ เขาเป็นดาวเด่นของเราในวันนี้อย่างเห็นได้ชัด” กัปตันทีมหงส์แดง กล่าวถึงแข้งรุ่นน้อง

1 เดือนให้หลัง ฟลาเนแกน ซัดลูกยิงสุดสวยจากจังหวะที่ หลุยส์ ซัวเรซ ครอสบอลมาให้ แล้วเขา ฮาล์ฟ-วอลเล่ย์ บอลพุ่งเสียบคานเข้าประตู ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในประตูที่พา ลิเวอร์พูล ถล่ม ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ถึง ไวท์ ฮาร์ท เลน 5-0 และจนถึงตอนนั้นมันก็เป็นประตูเดียวในอาชีพการค้าแข้งของตัวเขาเอง

“ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกของการทำประตูในวันนั้น, ได้ฉลองต่อหน้าแฟนบอลตรงอัฒจันทร์ของฝั่งทีมเยือน รวมถึงการที่ได้เห็นคุณพ่อของผมอยู่ในกลุ่มแฟนบอล” ฟลาเกแกน เปิดใจ

“นั่นเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของผม ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าเราจะก้าวขึ้นมามีลุ้นแชมปืในซีซั่นนั้น แต่ในครึ่งหลังของฤดูกาลเราเล่นได้ดีอย่างต่อเนื่อง เราเล่นได้เยี่ยมมากๆ”

ฟอร์มโดดเด่นในฤดูกาลนั้น ทำให้ ฟลาเนแกน รับฉายา สเกาส์ คาฟู หรือประมาณว่า “คาฟู เวอร์ชั่นชาวสเกาส์” และน่าปลื้มใจสุด ๆ ขึ้นไปอีกเมื่อกัปตันทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์โลก ปี 2002 เคยเข้ามาดูฟอร์มและได้เห็นกับตาตัวเองเพื่อยืนยันว่าเด็กคนนี้คือของจริง

“เขามีคุณสมบัติทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการเป็นหนึ่งในฟูลแบ็กที่เก่งที่สุดของโลก” คาฟู กล่าวยืนยันกับ ฟลาเนแกน หลังทั้งคู่เจอกันในช่วงเกมท้ายฤดูกาล

“เราได้คุยกัน และ คาฟู ก็มอบชุดแข่งตัวหนึ่งของเขาให้กับผม ซึ่งตอนนี้ผมก็เอามันไปเก็บในที่ที่ปลอดภัยสุด ๆ มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากๆ ฉายา -สเกาส์ คาฟู- มันถูกพูดถึงเป็นครั้งแรกบน ทวิตเตอร์ และตอนแรกผมนึกว่ามันเป็นการแกล้งกัน ผมนึกว่ามันเป็นมุขขำๆ นิดหน่อย”

“อย่างไรก็ตาม มันก็เริ่มมีการพูดถึงฉายานั้นเรื่อย ๆ และจู่ ๆ ผมก็ได้นั่งร่วมกับ คาฟู ส่วนเขาก็ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่ว่าเขาคิดว่าผมมีดีแค่ไหน เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องเยี่ยมที่ได้เจอกับตำนานแบบเขา” ฟลาเนแกน กล่าว

แน่นอนว่าฟอร์มการเล่นแบบนี้ ย่อมส่งผลถึงการติดทีมชาติ ฟลาเนแกน มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษ ในเกมอุ่นเครื่องกับ เอกวาดอร์ ก่อนทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 2014 จะเริ่มขึ้น

นั่นคือช่วงเวลาเหมือนฝันของชีวิตนักฟุตบอลดาวรุ่งคนหนึ่งจะคนึงได้

“คุณพ่อของผม ท่านเก็บเสื้อกับหมวกจากการติดทีมชาติอังกฤษของผมเอาไว้ ผมรู้ดีว่าผมได้ลงเล่นไปจริง ๆ แค่นัดเดียว แต่ผมก็รู้สึกภูมิใจมาก ๆ กับเรื่องนั้น ไม่มีใครที่จะพรากความรู้สึกแบบนั้นไปจากผมได้”

“การได้เล่นให้ทั้ง ลิเวอร์พูล และ อังกฤษ ถือเป็นจุดสูงสุดของผม มันไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่านั้นแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ฟลาเนแกน เจออุปสรรคครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถต่อยอดจากจุดที่ยืนอยู่ ฤดูกาล 2014/15 อาการบาดเจ็บตรงเข่าซ้ายทำให้เขาต้องเข้าผ่าตัด 2 ครั้ง เพื่อรักษาปัญหาตรงกระดูกอ่อน

ช่วงเวลาพักฟื้นและหายหน้าไปจากทีมราว 619 วัน เป็นช่วงรอยต่อของยุค เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เข้ามาทำทีมแทน ร็อดเจอร์ส แต่ ฟลาเนแกน ก็ยังได้รับโอกาสจาก คล็อปป์ ได้กลับมาลงเล่นทีมชุดใหญ่ ในเกม เอฟเอ คัพ ที่เจอกับ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ เมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2016

วันนั้น ฟลาเนแกน ลงมาเป็นตัวสำรอง และได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้องจาก เดอะ ค็อป ใน แอนฟิลด์

“การต้อนรับที่ผมได้รับในคืนนั้นมันมีความหมายมาก ๆ ผมเคยมีช่วงเวลาที่เลวร้ายกับการที่พยายามจะกลับมาจากการที่ต้องฟื้นฟูสภาพร่างกายเป็นเวลานานถึง 2 ครั้ง การที่แฟนบอลให้กำลังใจผมแบบนั้นมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ พวกเขารู้ดีว่าการได้เล่นให้ ลิเวอร์พูล มันมีความหมายกับผมมากแค่ไหน”

คล็อปป์ รู้ดีว่า ฟลาเนแกน ยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาใช้งานลูกทีมคนนี้อย่างระมัดระวัง แต่พอได้เห็นฟอร์มที่ ฟลาเนแกน จัดการกับ ราฮีม สเตอร์ลิง อดีตเด็กเก่า ‘หงส์แดง’ ได้อย่างอยู่หมัด และอีก 2 เดือนต่อมา คล็อปป์ มั่นใจมากว่า ฟลานาแกน คู่ควรกับการได้สัญญาฉบับใหม่

ฟลาเนแกน ฉลองการต่อสัญญาฉบับใหม่ ด้วยการรับบทบาทเป็นกัปตันทีม หลังจากที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจมส์ มิลเนอร์ ไม่ได้ลงเล่นในเกม พรีเมียร์ลีก นัดที่ ลิเวอร์พูล ไปเยือน เซาธ์แฮมป์ตัน

อย่างไรก็ตาม เกมวันนั้น ฟลาเนแกน ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ ซึ่งคนที่ทำให้เขาเจอปัญหาก็คือผู้เล่นที่เข้ามาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในเวลาต่อมา

“มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ ที่ เจอร์เก้น ให้เกียรตินั้นกับผม น่าเสียดายที่เกมการเล่นมันไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนกันเอาไว้ ที่จริงวันนั้น ซาดิโอ มาเน่ เล่นงานผมอย่างหนักจนกลายเป็นการทำให้วันที่น่าจดจำของผมต้องพังทลายเลย”

“ตอนแรกเรานำอยู่ 2-0 และกำลังจะเก็บชัยชนะได้ แต่แล้วเขา (มาเน่) ก็ลงมาพร้อมกับทำได้ 2 ประตู ผมคิดว่าวันนั้นเหมือนกับว่าผมช่วยทำให้เขาได้ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ก็ว่าได้ ซาดิโอ ควรจะต้องขอบคุณผมนะ!”

ซัมเมอร์ ปี 2016 ฟลาเนแกน โดนปล่อยยืมตัวไปอยู่กับ เบิร์นลี่ย์ ทว่าเขาไม่สามารถยึดตัวจริงที่ เทิร์ฟ มัวร์ ได้ แล้วจากนั้นก็กลับมาที่ แอนฟิลด์ ตามเดิม

อย่างไรก็ดี การแจ้งเกิดของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และการย้ายเข้ามาของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำให้ ฟลานาแกน กลายเป็นตัวเลือกลำดับท้าย ๆ ของทีม

ขณะเดียวกัน ตอนที่เขาย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับ โบลตัน ในตลาดช่วงเดือนมกราคม มีประเด็นร้ายแรงเกิดขึ้นเกี่ยวกับ ฟลาเนแกน เขาถูกสั่งให้บำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 12 เดือน และต้องทำงานอาสาสมัคร หรือประมาณว่าทำงานแบบไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ เป็นเวลา 40 ชั่วโมง

สาเหตุเพราะเขาโดนคดีทำร้ายร่างกาย ราเชล แฟนสาวของตัวเอง

ฟลาเนแกน ในสภาพที่เมาจัด ก่อเรื่องใส่แฟนสาวตรงใจกลางเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งกล้องวงจรปิดที่ ดุ๊ค สตรีท จับภาพเอาไว้ได้ชัดเจนว่าตอนช่วงเวลา 03.20 น. ของวันที่ 22 ธันวาคม ฟลานาแกน ผลักแฟนสาวใส่กำแพง 2 ครั้ง ก่อนจะพยายามเตะใส่ ซึ่งคลิปนั้นก็ถูกนำไปใช้พิจารณาคดีในชั้นศาล

ลิเวอร์พูล ออกมาประณามการกระทำของ ฟลาเนแกน ในแนวทางที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ถึงขั้นไล่ออกจากทีมเพราะเจ้าตัวก็ให้การยอมรับผิดในข้อหานั้นไปแล้ว

สโมสรเข้าใจดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งเอาจริง ๆ ก็ไม่ใช่นิสัยตามปกติของเขา โดยผู้หลักผู้ใหญ่ของ ลิเวอร์พูล เลือกที่จะให้การเยียวยาและเลือกจะไม่ฉีกสัญญาของ ฟลาเนแกน ทิ้งไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น ฟลาเนแกน ก็ไม่ได้ลงสนามให้กับทีมรักตั้งแต่วัยเด็กของตัวเองอีกเลย นัดสุดท้ายของเขากับ ลิเวอร์พูล คือเกมลีก คัพ ที่แพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2017

“คล็อปป์ ปฏิบัติกับผมได้ดีมาก ๆ มีบางคนที่เรียกร้องให้ ลิเวอร์พูล ยกเลิกสัญญาของผมซะ แต่สโมสรอยู่เคียงข้างผม ซึ่งผมก็รู้สึกซาบซึ้งกับเรื่องนั้น”

“พวกเขารู้ดีว่าผมเป็นคนยังไง, รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และรู้ว่าผมเสียใจมากแค่ไหน ผมไม่อยากบอกลา ลิเวอร์พูล ในรูปแบบนี้เลย ผมไม่เคยได้ลาทีมแบบเหมาะสม ผมย้ายไปอยู่กับ โบลตัน ด้วยสัญญายืมตัวโดยที่รู้ดีว่านั่นแทบจะเป็นจุดจบของผมกับ ลิเวอร์พูล ก็ว่าได้ มันเป็นตอนจบที่น่าเศร้าสุด ๆ”

หลังจากหมดสัญญายืมตัวกับ โบลตัน ฟลาเนแกน ก็ย้ายไปร่วมทีม เรนเจอร์ส แบบไร้ค่าตัว ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 ซึ่งที่นั่นมี เจอร์ราร์ด รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม

“ผมรู้สึกสำนึกผิดกับทุกเรื่องในประเด็นนั้น” ฟลาเนแกน ก้มหน้ายอมรับเรื่องที่ผิดพลาด

“เราทะเลาะกันในสภาพที่เมาจัดหลังออกมาเที่ยวกันตอนกลางคืน เราต่างก็ดื่มเหล้ากันมากเกินไป และก็บานปลายจนถึงขั้นมีการผลักกัน มันไม่ควรจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเลย ผมไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งนั้น”

“นั่นคือช่วงเวลาที่เลวร้ายทั้งสำหรับผม ครอบครัว และสำหรับแฟนสาวของผมเอง มันไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นมาก่อนเลย และหลังจากนั้นมันก็ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว ผมรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนยังไง ส่วนคนที่ใกล้ชิดกับผม ไม่ว่าจะทั้งเพื่อน ๆ และครอบครัวของผมก็รู้ดีเหมือนกันว่าผมเป็นคนยังไง”

“ผมทำงานอาสาสมัครที่ธนาคารอาหาร โดยผมรับหน้าที่ช่วยส่งของ มันช่วยทำให้ผมได้รู้ว่าผู้คนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากแค่ไหน ราเชล กับผมยังคบกันอยู่ เราปรับความเข้าใจกันได้แล้ว และมีความสุขกันดี แน่นอนว่าผมหวังว่าตัวเองจะย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนเรื่องต่าง ๆ ได้ แต่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือคิดเกี่ยวกับอนาคต”

ถึงตอนนี้ ฟลาเนแกน ยอมรับว่าตัวเองตอนนี้มีร่างกายที่ดีขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะ เขาดูแลตัวเองมากขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีดีพอที่จะเล่นระดับอาชีพ

“ทุกวันนี้ผมออกมาวิ่งอยู่ตลอด สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้คือการทำให้ตัวเองมีสภาพร่างกายดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ผมจะได้พร้อมแสดงให้เห็นว่าผมสามารถทำอะไรได้ในตอนที่มีคนติดต่อมาหาผม

“จริงอยู่ว่าผมเคยต้องรับการผ่าตัดตรงหัวเข่า 2 ครั้งในตอนที่อยู่กับ ลิเวอร์พูล แต่มันไม่ได้สร้างปัญหาให้กับผมอีกต่อไปแล้ว ความจริงก็คือผมฟิตเต็มที่ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่”

“ผมอายุ 27 ปีแล้ว และผมเชื่อว่าผมยังเหลือช่วงเวลาที่จะเล่นได้ดีที่สุดในอาชีพการเล่นของตัวเองอยู่”

“ผมพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอ ผมก็แค่อยากกลับไปเล่นในระดับที่ผมรู้ดีว่าตัวเองมีดีพอที่จะเล่นในระดับนั้นได้” ฟลาเนแกน กล่าวปิดท้าย

ขอบคุณข่าว : www.siamsport.co.th
สนใจสมัคร ติดต่อ:www.sportsmenforheros.org